[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by เว็บไซต์ของคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกกลุ่มชาติพันธุ์,www.cegthai.org,cegthai www.cegthai.org


  

บทความทั่วไป
บทสัมภาษณ์ ตัวตนของชนเผ่าในปัจจุบัน ผ่านมุมมองของคนชนเผ่า

อังคาร ที่ 15 เดือน มีนาคม พ.ศ.2554


บทสัมภาษณ์ ตัวตนของชนเผ่าในปัจจุบัน ผ่านมุมมองของคนชนเผ่า

พะตี๋บิหนะ

พะตี่บิหนะ หรือ คุณมานะ กาญจนาปกรณ์ ชื่อนี้คุ้นกันเป็นอย่างดีสำหรับพี่น้องปกาเกอะญอในจังหวัดเชียงใหม่ที่รับฟังรายการวิทยุภาษาปกาเกอะญอกันเป็นประจำเช้า-เย็นมาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงใหม่ คลื่นความถี่ AM.1476 KHz แม้ปัจจุบันท่านจะเกษียณอายุราชการจากหน้าที่นักจัดรายการวิทยุแล้ว แต่ก็ยังมีความมุ่งหวังที่อยากให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับข่าวสารที่มีคุณค่าและเท่าทันต่อสถานการณ์ รวมถึงยังคงห่วงใยไปถึงลูกหลานๆ ชาวชนเผ่าเกี่ยวกับเรื่องวิถีชีวิตและวัฒนธรรมด้วย

 

ก่อนมาจัดรายการที่เชียงใหม่ทำอะไรอยู่คะ

          ตอนนั้นการเรียนหนังสือนี่พ่อแม่ไม่ได้สนับสนุน ที่ผมเรียนต่อนี่ผมอยากจะไปเอง ตชด.คัดนักเรียนจากหมู่บ้านไปเรียนที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แม่จัน ผมบอกครูว่าผมอยากไป ทำไมไม่ให้ผมไป ครูก็เลยให้ไป ผมสอบแข่งกับคนพื้นราบด้วย สอบขึ้นป.๒ ก็สู้เขาได้ ได้เรียนจนจบป.๗ ไม่ได้เรียนต่อไม่ได้ทุน เลยต้องกลับมาอยู่บ้าน น้าคนหนึ่งมาบอกให้ไปทำงานด้วยก็ได้ ก็เข้าป่าขี่ช้าง ลากไม้ ถ้ากลับมาหมู่บ้านก็ทำนาทำไร่ทำทุกอย่าง ซื้อควายมาใหม่ๆ ฝึกคนเดียว ในหมู่บ้านครูไม่พอ มีครูคนหนึ่งก็มาจ้างให้ช่วยสอนในหมู่บ้านก็ไม่ได้เรียนไม่ได้ฝึกการสอนเด็กมาก็สอนไม่เป็น แต่ไปช่วยอยู่ให้เต็มเวลา สักพักหนึ่งคุณประสงค์ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนโรงเรียนเดียวกันมาชวนให้ไปอยู่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ (สวท.เชียงใหม่) ก็มา ตอนนั้นอายุ ๒๑-๒๒ ปี ก็มาอยู่เป็นลูกจ้างชั่วคราว และเรียนต่อการศึกษาผู้ใหญ่

 

ตอนที่คุณประสงค์ชวนมาเป็นนักจัดรายการนี่รู้ไหมคะว่าต้องมาทำงานที่เชียงใหม่แล้วจะไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตแบบในหมู่บ้านอีก

          รู้ แรกๆ นี่เกือบจะหนีกลับหลายครั้ง พออยู่ไปๆ ก็มีคนชวนไปทำงานอย่างอื่น เพื่อนมาชวนไปสมัครทหารและตำรวจตระเวนชายแดน ตอนนั้นเขารับชนเผ่าเยอะ ทหารที่ว่านี่เขาให้ไปทำเกี่ยวกับข่าว ผมไม่ไป ผมอยู่ที่สถานีวิทยุก็อยู่ด้วยใจรักเพราะว่าอยู่กับชนเผ่า เจอกับเผ่าเดียวกัน ที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง ได้รู้ว่าชนเผ่าอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นงานที่เราชอบแต่พรสวรรค์นี่ไม่มี จะเสียดายที่ไม่ได้กลับไปอยู่ทำงานที่บ้านก็ไม่เสียดาย คิว่าทำตรงนี้เป็นอาชีพอย่างหนึ่งเราก็ทำเพื่อชนเผ่า คือภูมิใจที่ทำงานตรงนี้เป็นประโยชน์สำหรับชนเผ่าถึงแม้ว่าตัวเองไม่เก่ง กลับบ้านก็ได้กลับปีละครั้งบ้าง สองปีครั้งบ้าง สามปีครั้งก็มี

          สมัยก่อนผมมาอยู่ใหม่ๆ กำลังส่งของเครื่อง ๑๐๐ กิโลวัตต์เต็มเลย คนฟังเกือบจะทุกวัน พอถึงเวลาปุ๊บเขาจะเปิดวิทยุ หลังคาไหนที่ไม่มีวิทยุก็จะมาฟังรวมกัน สมัยนั้นคนปกาเกอะญอในเมืองยังไม่ค่อยมาอยู่ อันนี้ประสบกับตัวเองที่มาอยู่ที่ทำงาน (สวท.เชียงใหม่) ใครมีปัญหาอะไรก็มาหาผม จะไปโรงพยาบาลจะไปไหนก็มาหา คือเขายังไม่มีลูกหลานมาอยู่ในเมืองยังไม่มาทำงานยังไม่มาเรียน ถ้าเปรียบเทียบเดี๋ยวนี้ลักษณะอย่างนี้ไม่มีแล้ว เพราะว่าทุกคนจะมีที่ไป ลูกทำงานโรงแรม ทำงานเป็นรปภ. ทำงานตามบริษัท ห้าง ร้าน โรงแรมนี่เกือบจะมีทุกโรงแรมเลยในเชียงใหม่เท่าที่สังเกต แต่บางคนจะไม่เปิดเผยตัวเอง เคยไปเจอเคยไปสนทนาด้วย รู้เลยแค่ดูหน้าจากประสบการณ์ที่ใช้เวลานาน หน้าตาอย่างนี้จะต้องเผ่านี้ หน้าตาอย่างนี้จะต้องเป็นปกาเกอะญอแน่ๆ แล้วฟังสำเนียง ใช่เลย พอถามเป็นไหม หลบๆ ไม่กล้า อันนี้ก็น่าน้อยใจเหมือนกัน ตามโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้พนักงานผู้ช่วยพยาบาล พยาบาลเยอะ แต่หมอไม่รู้มีรึเปล่า ถ้าไม่เปิดเผยตัวเองก็ไม่มีใครรู้ บางทีไปสนทนาด้วยลองถามยาวๆ คือจะรู้เลย เขาพยายามที่จะพูดให้มัน ก็เหมือนผมนี่แหละ ถ้าไปพูดที่ไหนต้องระวังอย่าให้มันหลุดออกมาแบบไม่ชัดออกมา คือถ้ามันไม่ชัด มันยังไง มันน่าอายก็เป็นปมด้อยเหมือนกัน ทีนี้พวกนี้อยู่ในสังคมเขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ คือมันมีอยู่จุดหนึ่งถ้าคนอื่นรู้แล้วเขาจะมีปมด้อย จุดนี้แหละที่ทำให้ถูกกลืนง่ายแทนที่จะเปิดเผยตัวเองเลย คือไม่ต้องไปอวดว่าเป็นอย่างนี้ แต่เราทำพฤติกรรมเราทำงาน ถ้าเรียนหนังสือก็พยายามเรียน ขยัน และก็ซื่อสัตย์ เขาจะได้รู้ว่าคนนี้เป็นชนเผ่าแต่ว่าเขาเป็นคนดี ใครจะดูถูกอย่างไรก็ช่างเถอะ หลังจากนั้นถ้าเราแสดงออกมาทุกอย่างในด้านดีแล้วนี่ไม่มีใครกล้าดูถูก คือเราจะทำยังไงให้เขารู้ว่าเราก็มีเผ่า ถ้าพูดถึงภาพรวมแล้วนี่สังเกตดูไปที่ไหนๆ สังคมไหน เขาจะดูว่าปกาเกอะญอนี่ต้องแต่งตัวพะรุงพะรัง สพายย่าม แต่คนที่อยู่ในเมืองนี่ทำงานทุกอาชีพเกือบทุกระดับแต่ไม่มีใครรู้ ผมเคยเถียงกับแม่ค้าในตลาด ผมพูดภาษากะเหรี่ยง แม่ค้าบอกว่าพูดภาษาอะไร ฝรั่งก็ไม่ใช่ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีนก็ไม่ใช่  ผมเลยบอกว่ารู้จักกะเหรี่ยงไหม แม่ค้าว่ากะเหรี่ยงเหรอ แล้วหน้าตาทำไมเหมือนคนเมือง คือคนเรานี่อย่างน้อยคนก็ต้องเหมือนกันหมด แต่แต่ละเผ่าแต่ละชาติพันธุ์นี่หน้าตาก็ต้องแตกต่างออกไป มีเอกลักษณ์แต่ทีนี้ส่วนอื่นมันก็เหมือนกันหมด ความคิดความอ่าน ความฉลาด ความโง่

 พะตี๋บิหนะ

เรื่องปมด้อยนี่ผ่านมาได้ยังไง

          เมื่อก่อนเคยคิดว่าตัวเองมีปมด้อย พอมาคิด เอ ของเราเราก็เป็นคนคนหนึ่ง เราก็มีเผ่าของเรา มีภาษา สังเกตดูง่ายๆ บางที ภาษาไทใหญ่ถ้าทางพม่าฟังยาก แต่ถ้ามาอยู่ในเมืองไทยนี่คือเขาคล้ายๆ กันอยู่แล้ว ภาษาไทใหญ่มานินทาผมไม่ได้ แต่อาข่า เมี่ยน ลาหู่ ลีซู มานินทาผมได้ ผมไม่ได้รู้เรื่อง การปิดบังตัวเอง การยิ่งปิดมันก็ยิ่งเสีย แม้มันจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับใครแต่ว่าเผ่าของเรามันจะหายไป หายไปก็ไม่มีใครเดือดร้อนก็ใช่ แต่กว่าจะหายก็อยากให้อนุรักษ์ ดึงๆ ไว้สักหน่อย มันต้องหายสักวันหนึ่งแหละ แต่ว่าจะช่วยกันยังไงให้มันอยู่อีกสักระยะ

 

ก่อนเกษียณออกมาคิดว่ารายการวิทยุภาคภาษาชนเผ่าน่าจะปรับในเรื่องอะไร

            ปรับรูปแบบเป็นเรื่องสำคัญ ไม่จำเป็นต้องไปทำเหมือนรายการภาษาไทย สมมติเขาให้ข่าว ๕ บรรทัด อ่านแค่ ๕ บรรทัด แปลแค่ ๕ บรรทัด เราอาจจะมาเน้นมาขยายของเราอีก เราเน้นว่าคนฟังถ้าจะฟังเหมือนรายการภาษาไทย ข่าวผ่านก็ผ่านไปเลย พี่น้องชนเผ่าอาจจะไม่เข้าใจเพราะบางสิ่งบางอย่างเขาไม่รู้มาก่อน อย่างต่างประเทศมีภัยธรรมชาติ คนที่มีทีวีก็จะรู้ บางคนฟังภาษาไทยไม่ออกก็ดูรูปภาพแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ น้ำท่วม สมัยที่ผมทำอยู่ผมจะพยายามติดตาม จะเน้นว่าประเทศหนึ่งนะเขาเกิดแผ่นดินไหวเดือนนี้เดือนหน้าก็เกิดอีก ประเทศนั้นน้ำท่วมบ่อยๆ  แล้วมาเปรียบเทียบประเทศเรา จะเน้นว่านี่เราอยู่ดีๆ ของเรา แม้จะอยู่บนภูเขา พื้นที่ก็ไม่ค่อยจะมี เราอาศัยธรรมชาติทั้งนั้น เราไปถางป่า ปลูกข้าว ทำนา พื้นที่ทำนาเราไม่ค่อยมี อันนี้ขอให้รักษาไว้ ประเทศอื่นนี่พื้นที่กว้างกว่า อีสานนี่พื้นที่กว้างแต่ละคนมีที่ดิน ๑๐-๒๐ ไร่แต่ทำอะไรไม่ได้ ต้องไปรับจ้างที่กรุงเทพฯ แล้วของเรานี่ไม่ว่าจะหน้าฝนหน้าหนาวถึงแม้จะเปลี่ยนแปลงบ้างมันก็ยังดีกว่า พื้นที่ที่จะทำกินนี่มันยังไม่แห้งแล้งถึงขนาดว่าทำอะไรไม่ได้ คือพยายามเปรียบเทียบให้เขาเข้าใจ บางทีเขาไม่ได้ไปไหนไม่ได้รู้อะไรกว้างไกลไป คนที่มัวแต่ทำมาหากินทำไร่ทำนาไม่ได้ดูข่าวเลย บางคนวิทยุก็ไม่มี เท่าที่รู้ที่ผ่านๆ มาซื้อวิทยุมา ถ่านหมดก็หมดไปเลย เคยคิดนะอยากจะทำอะไรสักอย่างให้เขามีรางวัลเป็นวิทยุเป็นถ่านเพื่อที่เขาจะได้ฟังก็พยายามหาวิธีแต่ไม่มีกำลังที่จะทำ ก็จนกระทั่งเกษียณ

          แต่ก่อนที่บอกว่าเขาจะฟังรวมกัน เดี๋ยวนี้คนที่มีการศึกษาสูงขึ้นนี่เขาถือว่าเขาฟังภาษาไทยก็ได้ ฟังภาษาฝรั่งฟังเพลงสากลก็ได้ เขาจะฟังอย่างนี้ เอออันนี้ก็น่าคิด เพราะเราจัดรายการไม่ดีหรือเปล่า ก็อาจจะใช่ แต่ก็ต้องดู ดูแม้กระทั่งตัวเราเองว่าควรทำยังไง มันมีอะไรน่าปรับปรุงเยอะที่จะทำให้เผ่าเราเองรวมกันได้ พยายามมองตัวเองให้เห็นตัวเอง คือส่วนมากจะมองข้ามตัวเองมองข้ามเผ่าตัวเอง แต่ก็มีสาเหตุหลายๆ สาเหตุ เพราะกระแสสังคมทุกวันนี้ทำให้อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลง

          แรกๆ นี่จดหมายเยอะบางวัน ๒๐-๓๐ ฉบับ หรืออย่างน้อย ๔-๕ ฉบับ สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ หลังจากนั้นพอมีโทรศัพท์หมู่บ้านก็มีคนฟังเขาโทรศัพท์มามากขึ้น พอมีมือถือนี่ไม่ต้องพูดถึง จดหมายหายเลย มีแต่โทรศัพท์มา ทีนี้โทรศัพท์มันก็มีปัญหา มีสัญญาณบ้างไม่มีบ้าง มีแล้วขาดๆ หายๆ บ้าง แต่ที่สำคัญคนที่ติดต่อทางโทรศัพท์ส่วนมากแล้วจะวัยหนุ่มวัยสาวซึ่งอาจจะเรียนในหมู่บ้าน โตในหมู่บ้าน ทำงานในหมู่บ้าน ที่โตขึ้นมาแล้วไปเรียนในเมืองพวกนี้เกือบหมดเลย จะมีอยู่บ้างที่อยู่ในเมืองแล้วฟังวิทยุปกาเกอะญอ บางคนฟังเหมือนอย่างกับว่าเคยฟังแล้วอยากจะฟังตลอด เหมือนปัจจุบันนี้ที่ผมไปเที่ยวตามหมู่บ้าน บางคนก็ยังฟังตลอด คนมีอายุนี่นะเฝ้าบ้านอยู่กับหลานเล็กๆ เรียนชั้นประถมชั้นอนุบาลในหมู่บ้าน เขายังฟังอยู่บอกว่าฟังมาอย่างนี้ ถึงเวลาก็อยากฟังมันเหมือนกับมันติดนี่คือคนที่ไม่มีทีวี แต่ถ้ามีทีวีก็จะเปลี่ยนบ้าง แต่ก็มีสังเกตดูพอถึงเวลาลูกหลานจะดูทีวีแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็จะฟังวิทยุ

อย่างข่าวฝากประกาศสมัยก่อนเยอะ แต่พอติดต่อกันได้มากขึ้นแต่น้อยลง ใกล้ๆ จะเกษียณนี่จดหมายไม่มีเลย จะมีบ้างก็โทรศัพท์ เคยบอกเหมือนกันว่าน่าจะมีจดหมาย เพราะว่าผู้ใหญ่นี่เขาจะเอาหลักฐาน เขาบอกว่าถ้ามีคนฟังอยู่นี่จะต้องมีการติดต่อกัน โทรศัพท์นี่มันไม่ใช่หลักฐาน หมายถึงว่าการดูการเปลี่ยนแปลงการฟังรายการ ได้ยินว่ามีบางคนบอกเลยว่าเดี๋ยวนี้ชนเผ่าเขาฟังภาษาไทยได้หมดแล้วไม่จำเป็นต้องมีภาษาเขาแล้ว พอผมมาได้ยินอย่างนี้แล้วนี่เกิดความรู้สึกว่าเราไม่ได้อยากจะมีมากมายนัก แต่ที่มีก็อยากจะให้ผู้ใหญ่ในกรมฯ เห็นความสำคัญของชนเผ่า ให้มีเวลาให้วันละแค่ชั่วโมง บางเผ่าวันละ ๒ ชั่วโมงก็ให้รักษาไว้ ตลอด ๒๔ ชั่วโมงรายการภาษาไทยนี่เยอะแยะ แต่ของชนเผ่ามีแค่วันละ ๒ ชั่วโมงก็ให้อนุรักษ์ไว้ เขาจะฟังไม่ฟังอาจจะมีหลายด้านที่เป็นสาเหตุ คนจัดรายการจัดยังไง ข้อสำคัญไม่ใช่จะนั่งจัดรายการทุกวันๆ แต่การลงสำรวจ อยากให้มีงบประมาณส่วนหนึ่งสำหรับลงพื้นที่ไปพบปะชาวบ้าน พูดคุยกัน กลับมารู้สึกคนจะฟังอีก มันเป็นส่วนสำคัญ มาคิดดูแล้วงานทุกอย่างจะต้องมีการดูงาน แม้แต่การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ไหนเขามีดี ที่อื่นน่าจะไปดูตรงนั้น สลับสับเปลี่ยนกันไปดูแล้วกลับมาทำที่หมู่บ้าน จัดรายการก็เหมือนกันต้องไปพบปะชาวบ้าน

 

ช่วงที่ทำงานอยู่มีนโยบายที่จะยุบรายการไหม

          เคยได้ยิน แต่ว่านโยบายจริงๆ อาจจะไม่ถึงขนาดต้องยุบ แต่ผู้ใหญ่เขามีความเห็นแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็บอกว่าดี บางคนบอกมันมีไม่รู้กี่ปีแล้ว เดี๋ยวนี้เขาเรียนหนังสือสูงๆ กัน เขาพูดภาษาไทยได้หมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องมี แต่อยากให้ผู้ใหญ่เดินไปในหมู่บ้านหน่อย ขึ้นบนดอยไปดูสิแล้วที่เขายังไม่เจริญเขายังไม่ก้าวหน้าเขาไม่มีการศึกษาเพราะใคร ไม่ได้เกี่ยวกับชาวบ้านเลย

          เมื่อก่อนนี้ผมยังเป็นเด็ก เกิดที่หมู่บ้านห้วยโป่ง อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผมต้องเดินไปไกล ไม่ต้องพูดถึงเลย เจ้าหน้าที่อำเภอจะขึ้นไป ไม่มี เราจำได้ว่าคุณพ่อบีโด เป็นท่านแรกที่ไปหมู่บ้านนี้ เพราะประเพณีกะเหรี่ยงถ้ามีแขกมาหมู่บ้าน สมมติแขกไปพักหลังคานี้ แล้วหลังคาอื่นๆ ถ้าทราบว่าหลังคานี้มีแขก ก็ทำกับข้าวเสร็จแล้วไปเชิญแขกมากิน ถ้าคนไม่รู้น่ะจะกินที่เดียวจนอิ่มไม่ได้นะ ต้องกินหลายหลังคา ผมจำได้นะ คุณพ่อท่านเดินถือร่ม ฝนตกด้วยนะ แล้วชาวบ้านก็เชิญไปกินข้าวที่บ้าน ท่านก็เดิน นี่ท่านแรกที่ไปหมู่บ้าน

 

อยากให้มีรายการ FM สำหรับพี่น้องชนเผ่าที่อยู่ในเมืองฟังไหม

          จริงๆ แล้วถ้ามีน่าจะดี แต่ถ้ามีแล้วต้องจัดให้ดี ให้เข้าใจการจัดรายการ คือการจัดรายการจะพูดลักษณะไหนก็ได้ จะพูดจะสลับเพลง จะเบาจะ fade มันอยู่ที่เนื้อหารายการ ตอนที่ยังจัดอยู่รู้สึกบางทีสมองตื้อๆ เหมือนกัน แต่พอออกมาแล้วรู้สึกที่ทำไปมันยังไม่ดีนะ ตอนนั้นที่ยังทำอยู่ระยะหลังพยายามหาคนอื่นมาร่วมจากเดิมที่คิดคนเดียวทำคนเดียว ผู้ใหญ่บอกให้ทำอะไรก็ทำ แต่ตอนหลังผมประกาศวิทยุเลยว่าใครทำกิจกรรมอะไรที่ไหนให้มาบอก จะคุยทางโทรศัพท์ เสียค่าโทรศัพท์นิดหน่อยไม่เป็นไร ขอให้ผลงานของตัวเองออกมาเป็นตัวอย่างให้หมู่บ้านอื่นบ้าง เพราะชนเผ่าเรานี่อยู่หลายจังหวัด จะไปมาหาสู่กันก็ลำบาก แม้แต่ในจังหวัดเดียวกันจะไปมาหาสู่กันไม่ทั่วถึงหรอก พอมาออกรายการ ทำให้คนฟังรู้ว่าเอ๊ ที่โน่นก็มีกะเหรี่ยงเหรอ จังหวัดนั้นก็มีเหรอ เขาเพิ่งมารู้จากวิทยุ อันนี้เป็นเรื่องดี การทำกิจกรรมนี่ให้บอกมาเลย สมมติว่าทำแนวกันไฟ อนุรักษ์ป่า ได้ผลไหม ทำมากี่ปีแล้ว สัตว์ ป่าไม้เพิ่มขึ้น ถ้าไม่ได้บอกผ่านวิทยุบอกผ่านสื่อ หมู่บ้านอื่นก็ไม่รู้เรื่อง เขาอยู่ของเขาอย่างนั้น ถ้าบอกอย่างนี้หมู่บ้านอื่นก็คิดได้ว่าเออหมู่บ้านนั้นเขาทำอย่างนี้เหรอ เป็นไปได้ลงพื้นที่อย่างที่ว่า แม้แต่ประเพณีวัฒนธรรมทุกอย่าง หมู่บ้านไหนเขาทำ สมมติหมู่บ้านนั้นเขาจัดกิจกรรมประจำ มีนักเรียนมาเรียนตัวหนังสือกะเหรี่ยง เขาสอนพูดภาษากะเหรี่ยง สอนทอผ้า จักสาน ก็ไปดูเป็นตัวอย่าง เป็นการพบปะ ไปดูตัวอย่าง อย่างทุกวันนี้อยู่เป็นหย่อมๆ ใช่มั้ย หย่อมนั้นก็อยู่ของเขาอย่างนั้น ทำอะไรก็ทำไป แล้วพอมีใครที่ไหนเข้าไปให้ทำอะไรสักอย่างก็ทำตาม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเพณีวัฒนธรรม มีอะไรใหม่ๆ จากในเมือง จากกระแสสังคมภายนอกเข้ามาก็ตามเขาไปโดยที่ลืมคิดว่าของเราที่ดีๆ ก็มี 

-----------------------------



เข้าชม : 1802


บทความทั่วไป 5 อันดับล่าสุด

      ถอดบทเรียน งานฝ่ายสิทธิ์ 20 / พ.ค. / 2554
      สรุปสาระกฎหมายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 15 / มี.ค. / 2554
      บทสัมภาษณ์ ตัวตนของชนเผ่าในปัจจุบัน ผ่านมุมมองของคนชนเผ่า 15 / มี.ค. / 2554
      คารวะแด่เธอผู้มอบชีวิตแด่ปวงชนผู้ทุกเข็ญ 4 / ก.พ. / 2554
      การพัฒนาประเทศ บนความทุกข์และความตายของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ 4 / ก.พ. / 2554


:::เว็บไซต์ของคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกกลุ่มชาติพันธุ์:::
  ที่ตั้ง: 122/11,7Fl., Soi Naksuwan (Nonsi14), Nonsi Road, Yannawa District Bangkok 10120
 เบอร์โทร :Tel.0-2681-3900 Ext.1702, 1712 Fax. 0-2681-3900 Ext.1702, 0-2681-5370
  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : cmtoto@hotmail.com